มาตรา 1435 การหมั้นจะทำได้ต่อเมื่อชายและหญิงมีอายุสิบเจ็ดปี บริบูรณ์แล้ว
การหมั้นที่ฝ่าฝืนบทบัญญัติวรรคหนึ่งเป็นโมฆะ
ชายหญิงจะทำการหมั้นได้ต้องมีอายุ 17 ปี บริบูรณ์ครับ มิฉะนั้นเป็นโมฆะครับ
การที่ชายจะทำการหมั้นหญิงนั้น มาตรา 1435 กำหนดอายุของคู่หมั้นไว้ว่าชายและหญิงต้องมีอายุอย่างต่ำ 17 ปี บริบูรณ์ อายุของคู่หมั้นที่กฎหมายกำหนดนี้ถือว่าเป็นเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดไว้ การหมั้นที่ฝ่าฝืนเงื่อนไขนี้ถือว่าเป็นโมฆะ การหมั้นที่ชายหญิงอายุยังไม่ครบ 17 ปี บริบูรณ์อันเป็นโมฆะตาม มาตรา 1435 วรรคสอง นี้ แม้ต่อมาชายและหญิงจะมีอายุครบ 17 ปี บริบูรณ์ แล้วทั้งสองคน จะให้สัตยาบันก็ไม่ได้เพราะขัดกับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 172
มาตรา 172 โมฆะกรรมนั้นไม่อาจให้สัตยาบันแก่กันได้และผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่งคนใดจะยกความเสียเปล่าแห่งโมฆะกรรมขึ้นกล่าวอ้างก็ได้
เพราะฉะนั้นหากจะให้การหมั้นสมบูรณ์ก็ต้องมาทำการหมั้นกันใหม่อีกครั้งหนึ่งเมื่อชายหญิงอายุครับ 17 ปีแล้ว
ในขณะที่นาย อ. ทำการหมั้นกับนางสาว บ. นั้น นางสาว บ. อายุยังไม่ครบ 17 ปีบริบูรณ์ โดยมีอายุเพียง 15 ปีเศษ การหมั้นดังกล่าวจึงฝ่าฝืนบทบัญญัติ ป.พ.พ. มาตรา 1435 วรรคหนึ่ง ย่อมตกเป็นโมฆะตามมาตรา 1435 วรรคสอง นอกจากนี้มาตรา 172 วรรคสอง บัญญัติว่า ถ้าจะต้องคืนทรัพย์สินอันเกิดจากโมฆะกรรม ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยลาภมิควรได้มาใช้บังคับ เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าโจทก์ทราบว่านางสาว บ. อายุไม่ครบ 17 ปี จำเลยและนางสาว บ. จึงต้องคืนของหมั้นและสินสอดให้แก่โจทก์ตามมาตรา 412 และ 413 โดยจะถือว่าโจทก์ชำระหนี้ตามอำเภอใจตามมาตรา 407 หาได้ไม่ ดังนั้น การที่โจทก์จำเลยซึ่งเป็นบิดาและมารดาของนาย อ. และนางสาว บ. ทำบันทึกข้อตกลงภายหลังที่นาย อ. กับนางสาว บ. เลิกการอยู่กินเป็นสามีภริยากัน ว่าจำเลยตกลงจะคืนเงินสินสอดและของหมั้นแก่โจทก์ จึงมีมูลหนี้และใช้บังคับได้ หาได้ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนไม่
นางสาว ปาริชาติ ผ่านสาคร เลขที่20
วันศุกร์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2553
การหมั้น
มาตรา 1435 การหมั้นจะทำได้ต่อเมื่อชายและหญิงมีอายุสิบเจ็ดปี บริบูรณ์แล้ว
การหมั้นที่ฝ่าฝืนบทบัญญัติวรรคหนึ่งเป็นโมฆะ
ชายหญิงจะทำการหมั้นได้ต้องมีอายุ 17 ปี บริบูรณ์ครับ มิฉะนั้นเป็นโมฆะครับ
การที่ชายจะทำการหมั้นหญิงนั้น มาตรา 1435 กำหนดอายุของคู่หมั้นไว้ว่าชายและหญิงต้องมีอายุอย่างต่ำ 17 ปี บริบูรณ์ อายุของคู่หมั้นที่กฎหมายกำหนดนี้ถือว่าเป็นเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดไว้ การหมั้นที่ฝ่าฝืนเงื่อนไขนี้ถือว่าเป็นโมฆะ การหมั้นที่ชายหญิงอายุยังไม่ครบ 17 ปี บริบูรณ์อันเป็นโมฆะตาม มาตรา 1435 วรรคสอง นี้ แม้ต่อมาชายและหญิงจะมีอายุครบ 17 ปี บริบูรณ์ แล้วทั้งสองคน จะให้สัตยาบันก็ไม่ได้เพราะขัดกับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 172
มาตรา 172 โมฆะกรรมนั้นไม่อาจให้สัตยาบันแก่กันได้และผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่งคนใดจะยกความเสียเปล่าแห่งโมฆะกรรมขึ้นกล่าวอ้างก็ได้
เพราะฉะนั้นหากจะให้การหมั้นสมบูรณ์ก็ต้องมาทำการหมั้นกันใหม่อีกครั้งหนึ่งเมื่อชายหญิงอายุครับ 17 ปีแล้ว
ในขณะที่นาย อ. ทำการหมั้นกับนางสาว บ. นั้น นางสาว บ. อายุยังไม่ครบ 17 ปีบริบูรณ์ โดยมีอายุเพียง 15 ปีเศษ การหมั้นดังกล่าวจึงฝ่าฝืนบทบัญญัติ ป.พ.พ. มาตรา 1435 วรรคหนึ่ง ย่อมตกเป็นโมฆะตามมาตรา 1435 วรรคสอง นอกจากนี้มาตรา 172 วรรคสอง บัญญัติว่า ถ้าจะต้องคืนทรัพย์สินอันเกิดจากโมฆะกรรม ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยลาภมิควรได้มาใช้บังคับ เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าโจทก์ทราบว่านางสาว บ. อายุไม่ครบ 17 ปี จำเลยและนางสาว บ. จึงต้องคืนของหมั้นและสินสอดให้แก่โจทก์ตามมาตรา 412 และ 413 โดยจะถือว่าโจทก์ชำระหนี้ตามอำเภอใจตามมาตรา 407 หาได้ไม่ ดังนั้น การที่โจทก์จำเลยซึ่งเป็นบิดาและมารดาของนาย อ. และนางสาว บ. ทำบันทึกข้อตกลงภายหลังที่นาย อ. กับนางสาว บ. เลิกการอยู่กินเป็นสามีภริยากัน ว่าจำเลยตกลงจะคืนเงินสินสอดและของหมั้นแก่โจทก์ จึงมีมูลหนี้และใช้บังคับได้ หาได้ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนไม่
นางสาว ปาริชาติ ผ่านสาคร เลขที่20
การหมั้นที่ฝ่าฝืนบทบัญญัติวรรคหนึ่งเป็นโมฆะ
ชายหญิงจะทำการหมั้นได้ต้องมีอายุ 17 ปี บริบูรณ์ครับ มิฉะนั้นเป็นโมฆะครับ
การที่ชายจะทำการหมั้นหญิงนั้น มาตรา 1435 กำหนดอายุของคู่หมั้นไว้ว่าชายและหญิงต้องมีอายุอย่างต่ำ 17 ปี บริบูรณ์ อายุของคู่หมั้นที่กฎหมายกำหนดนี้ถือว่าเป็นเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดไว้ การหมั้นที่ฝ่าฝืนเงื่อนไขนี้ถือว่าเป็นโมฆะ การหมั้นที่ชายหญิงอายุยังไม่ครบ 17 ปี บริบูรณ์อันเป็นโมฆะตาม มาตรา 1435 วรรคสอง นี้ แม้ต่อมาชายและหญิงจะมีอายุครบ 17 ปี บริบูรณ์ แล้วทั้งสองคน จะให้สัตยาบันก็ไม่ได้เพราะขัดกับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 172
มาตรา 172 โมฆะกรรมนั้นไม่อาจให้สัตยาบันแก่กันได้และผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่งคนใดจะยกความเสียเปล่าแห่งโมฆะกรรมขึ้นกล่าวอ้างก็ได้
เพราะฉะนั้นหากจะให้การหมั้นสมบูรณ์ก็ต้องมาทำการหมั้นกันใหม่อีกครั้งหนึ่งเมื่อชายหญิงอายุครับ 17 ปีแล้ว
ในขณะที่นาย อ. ทำการหมั้นกับนางสาว บ. นั้น นางสาว บ. อายุยังไม่ครบ 17 ปีบริบูรณ์ โดยมีอายุเพียง 15 ปีเศษ การหมั้นดังกล่าวจึงฝ่าฝืนบทบัญญัติ ป.พ.พ. มาตรา 1435 วรรคหนึ่ง ย่อมตกเป็นโมฆะตามมาตรา 1435 วรรคสอง นอกจากนี้มาตรา 172 วรรคสอง บัญญัติว่า ถ้าจะต้องคืนทรัพย์สินอันเกิดจากโมฆะกรรม ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยลาภมิควรได้มาใช้บังคับ เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าโจทก์ทราบว่านางสาว บ. อายุไม่ครบ 17 ปี จำเลยและนางสาว บ. จึงต้องคืนของหมั้นและสินสอดให้แก่โจทก์ตามมาตรา 412 และ 413 โดยจะถือว่าโจทก์ชำระหนี้ตามอำเภอใจตามมาตรา 407 หาได้ไม่ ดังนั้น การที่โจทก์จำเลยซึ่งเป็นบิดาและมารดาของนาย อ. และนางสาว บ. ทำบันทึกข้อตกลงภายหลังที่นาย อ. กับนางสาว บ. เลิกการอยู่กินเป็นสามีภริยากัน ว่าจำเลยตกลงจะคืนเงินสินสอดและของหมั้นแก่โจทก์ จึงมีมูลหนี้และใช้บังคับได้ หาได้ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนไม่
นางสาว ปาริชาติ ผ่านสาคร เลขที่20
วันเสาร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2553
หมิ่นประมาท / ดูหมิ่นเรื่องคดีดูหมิ่น หมิ่นประมาทในทางอาญาและหมิ่นประมาทในทางแพ่งแตกต่างกัน เพราะบางครั้งมีการแจ้งความฟ้องศาลให้ลงโทษจำคุกได้ แต่บางครั้งฟ้องเรียกแต่ค่าเสียหายกันอย่างเดียวการฟ้องให้ลงโทษจำคุกจะเป็นเรื่องของความรับผิดทางอาญา ส่วนการฟ้องเรียกค่าเสียหายจะเป็นเรื่องของความรับผิดในทางแพ่ง ซึ่งการหมิ่นประมาทนั้นอาจเป็นทั้งความรับผิดในทางอาญาและทางแพ่ง หรืออาจเป็นเพียงความผิดฟ้องเรียกค่าเสียหายในทางแพ่งได้อย่างเดียว หรืออาจจะเป็นความรับผิดในทางอาญาอย่างเดียว ซึ่งมีรายละเอียดเกี่ยวกับการหมิ่นประมาทในทางอาญาและทางแพ่งนั้นมีมากมายในที่นี้จึงขออธิบายเพียงกว้าง ๆ ว่าการหมิ่นประมาทในทางแพ่งและหมิ่นประมาทในทางอาญานั้นโดยทั่วไปมีความคล้ายกัน ซึ่งพอจะแยกความแตกต่างได้บ้างคือ1.ดูจากเจตนา กล่าวคือ ในทางอาญา การหมิ่นประมาทนั้นต้องเป็นการกระทำโดยเจตนาเท่านั้น ดังนั้นถ้าเป็นการกระทำโดยไม่เจตนาหรือเป็นการกระทำโดยประมาทในความรับผิดทางอาญาจะไม่ถือว่าเป็นการหมิ่นประมาท แต่หมิ่นประมาทในทางแพ่งนั้นนอกจากจะกระทำโดยเจตนาคือ จงใจกระทำแล้ว ในบางกรณีแม้เป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อในการกล่าวหรือไขข่าว ก็อาจมีความผิดในทางแพ่งเรื่องละเมิดได้ แม้ว่าผู้กล่าวหรือไขข่าวจะไม่มีเจตนาให้ผู้อื่นได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียงเกียรติคุณ และทางทำมาหาได้หรือทางเจริญของผู้อื่น2.ดูจากความที่กล่าวหรือไขข่าว กล่าวคือ การหมิ่นประมาทในทางแพ่งนั่นถ้าเป็นการพูดเรื่องจริง กล่าวหรือไขข่าวในข้อความที่เป็นจริงจะไม่ถือว่าเป็นการละเมิด เพราะว่าหากเป็นเรื่องจริงผู้ถูกกล่าวถึงนั้นย่อมไม่ได้รับความเสียหาย แต่สำหรับความรับผิดทางอาญานั้น แม้ข้อความที่กล่าวนั้นจะเป็นเรื่องจริงก็อาจเป็นความรับผิดทางอาญาได้ โดยจะเห็นได้จากในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 330 ที่ห้ามไม่ให้พิสูจน์ว่าเป็นจริงหรือไม่จริง ถ้าหากคำกล่าวหรือข้อความที่กล่าวใส่ความนั้นเป็นเรื่องส่วนตัวและการพิสูจน์นั้นไม่เป็นประโยชน์กับประชาชน3.ดูเรื่องความเสียหายที่ได้รับ ในทางอาญาผลของการใส่ความจะเป็นการเสียหายต่อชื่อเสียง ทำให้ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง แต่การหมิ่นประมาทในทางแพ่งนั้น กฎหมายจะกำหนดความเสียหายไว้กว้างกว่าคือ นอกจากจะเป็นการเสียหายต่อชื่อเสียงแล้ว ยังรวมถึงความเสียหายต่อทางทำมาหาได้ เกียรติคุณหรือทางเจริญด้วยนอกจากนี้ในความรับผิดทางอาญานั้น บางครั้งการพูดดูถูกผู้อื่นอาจเป็นเพียงการดูหมิ่นอันเป็นเพียงความผิดที่มีโทษเพียงเล็กน้อยซึ่งเรียกว่า ความผิดลหุโทษ คือ ความผิดฐานดูหมิ่นนั้นจะมีโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ โดยการกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเหยียดหยามบุคคลอื่น แต่ไม่ถึงกับทำให้ผู้อื่นได้รับความเสียหายแก่ชื่อเสียงเกียรติคุณเพราะคำดูหมิ่นนั้นไม่อาจจะเป็นความจริงได้ ได้แก่คำด่าต่าง ๆ เช่น คำว่า ไอ้สัตว์เดรัจฉาน ไอ้เหี้ย ไอ้ผีปอบ ฯลฯ หรืออาจเป็นอาการดูหมิ่นต่าง ๆ เช่น การแลบลิ้นใส่ การยกเท้าแสดงอาการไม่สุภาพ ฯลฯโดยไม่ต้องเป็นการกล่าวต่อบุคคลที่สามแต่ถ้าเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทในทางอาญาแล้วจะต้องมีองค์ประกอบสำคัญเข้ามาอีกประการหนึ่งคือ ต้องเป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นมากล่าวอ้างต่อบุคคลที่สามด้วย
น.ส.อรวรรณ มีสี เลขที่ 45
น.ส.อรวรรณ มีสี เลขที่ 45
การรับบุตรบุญธรรม
วิธีการรับบุตรบุญธรรมให้ถูกต้องตามกฎหมายในกรณีที่ผู้จะเป็นบุตรบุญธรรมเป็นเด็กค่อนข้างยุ่งยาก กว่าการรับคนที่บรรลุนิติภาวะแล้วเป็นบุตรบุญธรรม การรับบุตรบุญธรรมโดยทั่วไปคนรับบุตรบุญธรรมจะต้องมีอายุไม่น้อยกว่า 25 ปี ส่วนคนที่จะเป็นบุตรบุญธรรมจะมีอายุเท่าใดก็ได้ แต่จะต้องมีอายุอ่อนกว่า ผู้รับบุตรบุญธรรมอย่างน้อย 15 ปีในกรณีที่ผู้จะเป็นบุตรบุญธรรมยังเป็นเด็กอยู่ การรับบุตรบุญธรรมจะกระทำได้ต่อเมื่อได้รับความยินยอม ของพ่อและแม่ของเด็กเสียก่อน ถ้าพ่อหรือแม่คนใดคนหนึ่งของเด็กตายหรือถูกถอนอำนาจปกครอง การรับบุตรบุญธรรม จะต้องได้รับจากพ่อหรือแม่ซึ่งยังมีอำนาจปกครองถ้าไม่มีพ่อแม่ หรือมีแต่พ่อหรือแม่คนใดคนหนึ่งหรือทั้งสองคนไม่สามารถแสดงเจตนาให้ความยินยอมได้ หรือไม่ให้ความยินยอม และการไม่ให้ความยินยอมนั้น ปราศจากเหตุผลอันสมควร และเป็นปฏิปักษ์ต่อ สุขภาพความเจริญหรือสวัสดิภาพของเด็ก ผู้รับบุตรบุญธรรมหรือพ่อหรือแม่ของเด็กหรือพนักงานอัยการ จะร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งอนุญาตแทนการให้ความยินยอมของพ่อหรือแม่ของเด็กก็ได้เมื่อพ่อและแม่ของเด็กให้ความยินยอมหรือศาลมีคำสั่งอนุญาตแทนความยินยอมของพ่อหรือแม่ ดังกล่าวแล้ว ผู้ขอรับบุตรบุญธรรมจะต้องนำความยินยอมหรือคำอนุญาตของศาลไปยืนคำขอรับเด็ก เป็นบุตรบุญธรรมต่อพนักงานเจ้าหน้าที่รับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมตามวิธีการที่บัญญัติไว้ ใน พ.ร.บ. รับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมต่อไป กรณีที่ผู้ขอรับบุตรบุญธรรมมีคู่สมรสแล้ว ผู้ขอรับบุตรบุญธรรมจะต้องได้รับความยินยอมของคู่สมรสด้วย มิฉะนั้นการจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมย่อมไม่สมบูรณ์ในกรณีที่คู่สมรสของผู้ขอรับบุตรบุญธรรมไม่อาจให้ความยินยอมได้ เช่น เป็นคนวิกลจริต หรือไปเสียจากภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่และหาตัวไม่พบเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 1 ปี ผู้ขอรับบุตรบุญธรรมจะต้องร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งอนุญาตแทนการให้ความยินยอมของคู่สมรสนั้นก่อน จึงจะมีการรับบุตรบุญธรรมได้
ความสัมพันธ์ทางกฎหมายระหว่างผู้รับบุตรบุญธรรม กับบุตรบุญธรรม จะเหมือนกับความสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับลูกโดยสายเลือดเกือบทุกอย่าง ส่วนสามี เป็นเพียงผู้ให้ ความยินยอมเท่านั้น จึงไม่มีความสัมพันธ์อันใดกับบุตรบุญธรรมของภริยา หากสามีประสงค์จะให้ บุตรบุญธรรมของภริยาเป็นบุตรบุญธรรมของตนด้วย สามีก็จะต้องดำเนินการขอรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม เช่นเดียวกับภริยาดำเนินการโดยเพียงแต่ได้รับความยินยอมจากภริยา ซึ่งเป็นผู้รับบุตรบุญธรรมอยู่แล้วเท่านั้น ไม่ต้องให้พ่อแม่จริง ๆ ของเด็กให้ความยินยอมอีก
ความสัมพันธ์ทางกฎหมายระหว่างผู้รับบุตรบุญธรรม กับบุตรบุญธรรม จะเหมือนกับความสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับลูกโดยสายเลือดเกือบทุกอย่าง ส่วนสามี เป็นเพียงผู้ให้ ความยินยอมเท่านั้น จึงไม่มีความสัมพันธ์อันใดกับบุตรบุญธรรมของภริยา หากสามีประสงค์จะให้ บุตรบุญธรรมของภริยาเป็นบุตรบุญธรรมของตนด้วย สามีก็จะต้องดำเนินการขอรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม เช่นเดียวกับภริยาดำเนินการโดยเพียงแต่ได้รับความยินยอมจากภริยา ซึ่งเป็นผู้รับบุตรบุญธรรมอยู่แล้วเท่านั้น ไม่ต้องให้พ่อแม่จริง ๆ ของเด็กให้ความยินยอมอีก
พินัยกรรม
พินัยกรรมนั้นมีหลายแบบแล้วแต่บุคคลใดจะเขียนเป็นแบบใด เช่นตาม มาตรา 1657 มีดังนี้ พิยกรรมนั้น จะเป็นเอกสารเขียนเองทั้งฉบับก็ได้ กล่าวคือผู้ทำพินัยกรรมต้องเขียนด้วยมือตนเองซึ่งข้อความทั้งหมด วัน เดือน ปี และลายมือชื่อของตน
การขูดลบ ตก เติม หรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงอย่างอื่นซึ่งพินัยกรรมนั้นย่อมไม่สมบูรณ์ เว้นแต่ผู้ทำพินัยกรรมจะได้ทำด้วยมือตนเอง และลงลายมือชื่อกำกับไว้
และผู้ที่เป็นใบ้และหูหนวกก็สามารถทำพินัยกรรมได้ตาม มาตรา 1661 ได้แก่ ถ้าบุคคลผู้เป็นทั้งใบ้และหูหนวกหรือผู้ที่พูดไม่ได้มีความประสงค์จะทำพินัยกรรมเป็นแบบเอกสารลับให้ผุ้นั้นเขียนด้วยตนเองบนซองพินันกรรมต่อหน้ากรมการอำเภอและพยานซึ่งข้อความว่าพินัยกรรมที่ผนึกนั้นเป็นของตนแทนการใช้ถ้อยคำดังที่กำหนดไว้ในมาตรา1660(3) และถ้าหากมีผุ้เขียนก็ให้เขียนชื่อและภูมิลำเนาของผู้เขียนพินัยกรรมนั้นไว้ด้วย
ให้กรมการอำเภอจดลงไว้บนซองเป็นสำคัญว่าผู้ทำพินัยกรรมได้ปฎิบัติตามข้อความในวรรคก่อนแล้ว แทนการจดถ้อยคำของผู้ทำพินัยกรรม
และสำหรับบุคคลที่เป็นพยานในพินัยกรรมไม่ได้ ตามมาตรา1670 มีดังนี้ บุคคลต่อไปนี้จะเป็นพยานในการทำพินัยกรรมไม่ได้
(1) ผู้ยังซึ่งไม่บรรลุนิติภาวะ
(2) บุคคลวิกลจริตหรือบุคคลซึ่งศาลสั่งให้เป็นผู้เสมือนไร้ความสามารถ
(3) บุคคลที่หูหนวก เป็นใบ้ หรือจักษุบอดทั้งสอง
และนี่ก็เป็นเพียงกฎหมายบางมาตราที่เกี่ยวกับการทำพินัยกรรมและพยานซึ่งได้กล่าวมาเบื้องต้น
การขูดลบ ตก เติม หรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงอย่างอื่นซึ่งพินัยกรรมนั้นย่อมไม่สมบูรณ์ เว้นแต่ผู้ทำพินัยกรรมจะได้ทำด้วยมือตนเอง และลงลายมือชื่อกำกับไว้
และผู้ที่เป็นใบ้และหูหนวกก็สามารถทำพินัยกรรมได้ตาม มาตรา 1661 ได้แก่ ถ้าบุคคลผู้เป็นทั้งใบ้และหูหนวกหรือผู้ที่พูดไม่ได้มีความประสงค์จะทำพินัยกรรมเป็นแบบเอกสารลับให้ผุ้นั้นเขียนด้วยตนเองบนซองพินันกรรมต่อหน้ากรมการอำเภอและพยานซึ่งข้อความว่าพินัยกรรมที่ผนึกนั้นเป็นของตนแทนการใช้ถ้อยคำดังที่กำหนดไว้ในมาตรา1660(3) และถ้าหากมีผุ้เขียนก็ให้เขียนชื่อและภูมิลำเนาของผู้เขียนพินัยกรรมนั้นไว้ด้วย
ให้กรมการอำเภอจดลงไว้บนซองเป็นสำคัญว่าผู้ทำพินัยกรรมได้ปฎิบัติตามข้อความในวรรคก่อนแล้ว แทนการจดถ้อยคำของผู้ทำพินัยกรรม
และสำหรับบุคคลที่เป็นพยานในพินัยกรรมไม่ได้ ตามมาตรา1670 มีดังนี้ บุคคลต่อไปนี้จะเป็นพยานในการทำพินัยกรรมไม่ได้
(1) ผู้ยังซึ่งไม่บรรลุนิติภาวะ
(2) บุคคลวิกลจริตหรือบุคคลซึ่งศาลสั่งให้เป็นผู้เสมือนไร้ความสามารถ
(3) บุคคลที่หูหนวก เป็นใบ้ หรือจักษุบอดทั้งสอง
และนี่ก็เป็นเพียงกฎหมายบางมาตราที่เกี่ยวกับการทำพินัยกรรมและพยานซึ่งได้กล่าวมาเบื้องต้น
ความผิดต่อเจ้าพนักงาน
ความผิดต่อเจ้าพนักงานเป็นความผิดที่มีอยู่ทั่วไปไม่ว่าจะเป็นระดับท้องถิ่นหรือระดับภูมิภาคเพราะหน่วยงานของทางภาครัฐนั้นเป็นหน่วยงานที่อำนวยความสะดวกให้กับทุกคนไม่ว่าจะเป็นชาวบ้านหรือใครก็ตามแต่หน่วยงานบางหน่วยงานนั้นไม่ได้ปฎิบัติตามหน้าที่ที่รับผิดชอบอย่างจริงจัง
ตัวอย่างเช่น นายแดงเป็นคนในหมู่บ้านหนึ่งซึ่งภายในหมู่บ้านมีการล้อมวงเล่นการพนันกันทุกวันจนวันหนึ่งนายแดงทนไม่ไหวจึงโทรศัพท์ไปแจ้งตำรวจและได้บอกร้อยตำรวจหนึ่งไปว่ามีการล้อมวงเล่นการพนันกันให้ร้อยตำรวจหนึ่งมาจับร้อยตำรวจหนึ่งก็รับปากว่าจะจับแต่อยู่ประมาณสองชั่วโมงตำรวจก็ยังไม่มาจนนายกแดงรอไม่ไหวจึงเดินออกจากบ้านไปนั่งร้านข้าวหน้าปากซอยจึงทราบข่าวจากชาวบ้านที่มานั่งกันอยู่ว่าเจ้าของบ่อนการพนันได้นำเงินจำนวนหนึ่งไปให้แก่เจ้าหน้าที่แล้วบอกว่าถ้ามีการแจ้งความไม่ต้องมาจับคุม ตัวอย่างนี้ผิดตามมาตรา144
ซึ่งมีข้อความดังต่อไปนี้ มาตรา 144 ผู้ใดให้ ขอให้หรือรับว่าจะให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่เจ้าพนักงาน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ สมาชิกสภาจังหวัดหรือสมาชิกสภาเทศบาล เพื่อจูงใจให้กระทำการ ไม่กระทำการหรือประวิงการกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับเจ้าพนักงาน โดยตนเองมิได้เป็นเจ้าพนักงานที่มีอำนาจกระทำนั้นต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
เจ้าพนักงานผู้ใดรับคำสั่งมิให้ปฎิบัติการตามตำแหน่งหน้าที่ต่อไปแล้ว ยังฝ่าฝืนกระทำการใดๆในตำแหน่งหน้าที่นั้นต้องระวางโทษตามที่กำหนดไนวรรคแรกดุจกัน
ตัวอย่างเช่น นายแดงเป็นคนในหมู่บ้านหนึ่งซึ่งภายในหมู่บ้านมีการล้อมวงเล่นการพนันกันทุกวันจนวันหนึ่งนายแดงทนไม่ไหวจึงโทรศัพท์ไปแจ้งตำรวจและได้บอกร้อยตำรวจหนึ่งไปว่ามีการล้อมวงเล่นการพนันกันให้ร้อยตำรวจหนึ่งมาจับร้อยตำรวจหนึ่งก็รับปากว่าจะจับแต่อยู่ประมาณสองชั่วโมงตำรวจก็ยังไม่มาจนนายกแดงรอไม่ไหวจึงเดินออกจากบ้านไปนั่งร้านข้าวหน้าปากซอยจึงทราบข่าวจากชาวบ้านที่มานั่งกันอยู่ว่าเจ้าของบ่อนการพนันได้นำเงินจำนวนหนึ่งไปให้แก่เจ้าหน้าที่แล้วบอกว่าถ้ามีการแจ้งความไม่ต้องมาจับคุม ตัวอย่างนี้ผิดตามมาตรา144
ซึ่งมีข้อความดังต่อไปนี้ มาตรา 144 ผู้ใดให้ ขอให้หรือรับว่าจะให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่เจ้าพนักงาน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ สมาชิกสภาจังหวัดหรือสมาชิกสภาเทศบาล เพื่อจูงใจให้กระทำการ ไม่กระทำการหรือประวิงการกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับเจ้าพนักงาน โดยตนเองมิได้เป็นเจ้าพนักงานที่มีอำนาจกระทำนั้นต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
เจ้าพนักงานผู้ใดรับคำสั่งมิให้ปฎิบัติการตามตำแหน่งหน้าที่ต่อไปแล้ว ยังฝ่าฝืนกระทำการใดๆในตำแหน่งหน้าที่นั้นต้องระวางโทษตามที่กำหนดไนวรรคแรกดุจกัน
การหมั้น
จากการเรียนกฎหมายในครอบครัวครั้งนี้ ทำให้รู้ว่าคนเราไม่ควรจะมองข้ามเลยว่าเป็นเรื่องไกลตัวและไม่ใช้เรื่องของเรา เพราะเรื่องบางเรื่องที่คาดไม่ถึงนั้นอาจเกิดขึ้นกับเราก็ได้เช่นกรณีนี้
นางสาว A มีอายุ 30 ปี และนาย B มีอายุ 32 ปี ทั้งสองรักชอบกันมากเพราะบ้านของทั้งสองอยุ่ใกล้กัน จนวันหนึงทั้งสองตกลงที่จะหมั้นหมายกัน และคิดว่าจะแต่งงานกันใน อีก 2 เดือนข้างหน้า ซึ่ง นาย B และครอบครัวได้เตรียมงานแต่งงานไปบางส่วนแล้ว ต่อมา นางสาว Aไ ด้เดินทางไปทำงานต่างจังหวัดและได้อยุ่กินกับ นาย C เมื่อ นาย B ทราบข่าวจึงไปสอบถามและได้ทราบความจริงว่าฝ่ายหญิงมีชายอื่น นาย B จึงขอยกเลิกงานหมั้น และเรียกร้องค่าทดแทน
จากเรื่องดังกล่าวข้างต้น สามารถใช้กฎหมายครอบครัว บรรพ 5 มาตรา 1439 และมาตรา 1440 ดังนี้
มาตรา 1439 เมื่อมีการหมั้นแล้ว ถ้าฝ่ายใดผิดสัญญาหมั้น อีกฝ่ายมีสิทธิเรียกให้รับผิดชดใช้ค่าทดแทน ในกรณีที่ฝ่ายหญิงเป็นฝ่ายผิดสัญญาหมั้นให้คืนของหมั้นแก่ฝ่ายชายด้วย
มาตรา 1440 ค่าทดแทนนั้นอาจเรียกได้ ดังต่อไปนี้
(1) ทดแทนความเสียหายต่อกายหรือชื่อเสียงแห่งชายหรือหญิงนั้น
(2) ทดแทนความเสียหายเนื่องจากการที่คู่หมั้น บิดามารดาหรือบุคคลผู้กระทำการในฐานะ เช่นบิดามารดาได้ใช้จ่ายหรือตกเป็นลูกหนี้ เนื่องในการเตรียมการสมรสโดยสุจริต และตามสมควร
(3) ทดแทนความเสียหาย เนื่องขากการที่คู่หมั้นได้จัดการทรัพย์สิน หรือการอื่นอันเกี่ยวแก่อาชีพ หรือทางทำมาหาได้ของตน โดยสมควรด้วยการคาดหมาว่าจะได้สมรส
ในกรณีที่ผู้หญิงเป็นผู้มีสิทธิได้ค่าทดแทน ศาลอาจชี้ขาดว่า ของหมั้นที่ตกเป็นสิทธิแก่หญิงนั้นเป็นค่าทดแทน ทั้งหมดหรือเป็นส่วนหนึ่ง ของค่าทดแทนที่หญิงควรได้รับ หรือศาลอาจให้ค่าทดแทน โดยไม่คำนึงถึงของหมั้น ที่ตกเป็นสิทธิแก่หญิงนั้นก็ได้
น.ส. อรวรรณ มีสี เลขที่ 45
นางสาว A มีอายุ 30 ปี และนาย B มีอายุ 32 ปี ทั้งสองรักชอบกันมากเพราะบ้านของทั้งสองอยุ่ใกล้กัน จนวันหนึงทั้งสองตกลงที่จะหมั้นหมายกัน และคิดว่าจะแต่งงานกันใน อีก 2 เดือนข้างหน้า ซึ่ง นาย B และครอบครัวได้เตรียมงานแต่งงานไปบางส่วนแล้ว ต่อมา นางสาว Aไ ด้เดินทางไปทำงานต่างจังหวัดและได้อยุ่กินกับ นาย C เมื่อ นาย B ทราบข่าวจึงไปสอบถามและได้ทราบความจริงว่าฝ่ายหญิงมีชายอื่น นาย B จึงขอยกเลิกงานหมั้น และเรียกร้องค่าทดแทน
จากเรื่องดังกล่าวข้างต้น สามารถใช้กฎหมายครอบครัว บรรพ 5 มาตรา 1439 และมาตรา 1440 ดังนี้
มาตรา 1439 เมื่อมีการหมั้นแล้ว ถ้าฝ่ายใดผิดสัญญาหมั้น อีกฝ่ายมีสิทธิเรียกให้รับผิดชดใช้ค่าทดแทน ในกรณีที่ฝ่ายหญิงเป็นฝ่ายผิดสัญญาหมั้นให้คืนของหมั้นแก่ฝ่ายชายด้วย
มาตรา 1440 ค่าทดแทนนั้นอาจเรียกได้ ดังต่อไปนี้
(1) ทดแทนความเสียหายต่อกายหรือชื่อเสียงแห่งชายหรือหญิงนั้น
(2) ทดแทนความเสียหายเนื่องจากการที่คู่หมั้น บิดามารดาหรือบุคคลผู้กระทำการในฐานะ เช่นบิดามารดาได้ใช้จ่ายหรือตกเป็นลูกหนี้ เนื่องในการเตรียมการสมรสโดยสุจริต และตามสมควร
(3) ทดแทนความเสียหาย เนื่องขากการที่คู่หมั้นได้จัดการทรัพย์สิน หรือการอื่นอันเกี่ยวแก่อาชีพ หรือทางทำมาหาได้ของตน โดยสมควรด้วยการคาดหมาว่าจะได้สมรส
ในกรณีที่ผู้หญิงเป็นผู้มีสิทธิได้ค่าทดแทน ศาลอาจชี้ขาดว่า ของหมั้นที่ตกเป็นสิทธิแก่หญิงนั้นเป็นค่าทดแทน ทั้งหมดหรือเป็นส่วนหนึ่ง ของค่าทดแทนที่หญิงควรได้รับ หรือศาลอาจให้ค่าทดแทน โดยไม่คำนึงถึงของหมั้น ที่ตกเป็นสิทธิแก่หญิงนั้นก็ได้
น.ส. อรวรรณ มีสี เลขที่ 45
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)